

การยื่นขอวีซ่าอเมริกา (US Visa) จำเป็นต้องแปลเอกสารราชการไทย (เช่น ทะเบียนบ้าน สูติบัตร) เป็นภาษาอังกฤษหรือไม่ — คำแปลที่หน่วยงานราชการไทยรับได้ต้องมีผู้แปลลงนามรับรองความถูกต้อง และหากต้องใช้ต่างประเทศให้ยื่นนิติกรณ์ที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ /สูติบัตร|แจ้งเกิด/ คำแปลของนักแปลที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงยุติธรรมใช้สำหรับงานคดีและงานที่ศาลเรียกเป็นหลัก มิใช่สำหรับการยื่นวีซ่าออสเตรเลีย เอกสารทะเบียนราษฎรที่จะแปลควรเป็นฉบับคัดรับรองใหม่จากสำนักทะเบียน เพราะหลายหน่วยงานปลายทางกำหนดอายุเอกสารต้นฉบับไม่เกิน 3–6 เดือน งานแปลที่จะยื่นต่อหน่วยงานไทยที่ต้องผ่านนิติกรณ์ ต้องใช้คู่ภาษาไทย–อังกฤษ และให้กรมการกงสุลรับรองคำแปลตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ สัญญาที่ใช้เป็นหลักฐานต่อศาลไทยต้องมีคำแปลภาษาไทยและอาจต้องมีพยานลงนามตามลักษณะของนิติกรรม ผู้ประกอบการที่มีรายรับเกินเกณฑ์ที่ประมวลรัษฎากรกำหนดต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร หากเอกสารถูกแก้ไขด้วยปากกาหรือน้ำยาลบคำผิด หน่วยงานส่วนใหญ่จะไม่รับ ต้องออกฉบับใหม่แทน คำแปลที่ยื่นต่อกรมการกงสุลต้องแปลครบทุกข้อความรวมถึงตราประทับและลายเซ็น ไม่ตัดทอนส่วนใดออก ทุกงานมีผู้รับผิดชอบระบุชื่อ พร้อมช่องทางติดตามสถานะ และส่งคืนเอกสารต้นฉบับพร้อมสรุปสิ่งที่ยื่นไปแล้วเมื่อปิดงาน
หัวข้อ “การยื่นขอวีซ่าอเมริกา (US Visa) จำเป็นต้องแปลเอกสารราชการไทย (เช่น ทะเบียนบ้าน สูติบัตร) เป็นภาษาอังกฤษหรือไม่?” อยู่ในขอบเขตของบริการครบวงจรที่รวมการจัดเตรียมเอกสาร แปล รับรองลายมือชื่อ รับรองนิติกรณ์ และประสานงานกับคณะผู้แทนปลายทางไว้ในชุดเดียว ผู้ที่มักค้นหาเรื่องนี้ ได้แก่ ผู้ที่กำลังเตรียมยื่นคำร้องตามกำหนดเวลาที่แน่นอน ผู้ที่เคยถูกปฏิเสธเอกสารมาก่อนและต้องการทราบว่าพลาดขั้นตอนใด และฝ่ายบุคคลหรือผู้ประสานงานที่ต้องจัดเอกสารให้คนหลายคนพร้อมกัน
ในทางปฏิบัติ แต่ละขั้นตอนอยู่ภายใต้หน่วยงานคนละแห่ง ได้แก่ หน่วยงานผู้ออกเอกสาร ทนายผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อ กรมการกงสุล และคณะผู้แทนทางการทูตของประเทศปลายทาง การรู้ว่าหน่วยงานใดรับผิดชอบขั้นตอนใด ช่วยให้ประเมินได้ว่าเอกสารชุดหนึ่งต้องผ่านกี่ขั้น และขั้นใดที่ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ได้โดยไม่เริ่มใหม่
รายการนี้เป็นชุดตั้งต้น หน่วยงานผู้รับแต่ละแห่งอาจกำหนดเพิ่มเติม จึงควรยืนยันกับหน่วยงานปลายทางก่อนเสมอ
ระบุว่าเอกสารแต่ละฉบับต้องผ่านกี่ขั้น ใครเป็นผู้รับรอง และขั้นใดต้องเสร็จก่อน เพื่อไม่ให้เกิดการทำงานย้อนกลับ
ตรวจชื่อบุคคล ชื่อบริษัท ที่อยู่ และวันที่ ให้ตรงกันทั้งชุด ก่อนส่งเข้าสู่ขั้นตอนรับรอง
ต้นฉบับ → คำแปล → รับรองลายมือชื่อ/นิติกรณ์ → คณะผู้แทนปลายทาง การสลับลำดับทำให้ต้องเริ่มใหม่
ตรวจจำนวนชุด ตราประทับ การเย็บเล่ม และวันที่ออกเอกสารว่ายังอยู่ในอายุที่ปลายทางยอมรับ
| รูปแบบ | ใช้เมื่อใด |
|---|---|
| รับรองลายมือชื่อโดยทนายผู้ทำคำรับรอง | ใช้กับเอกสารที่คู่กรณีจัดทำเอง เช่น หนังสือมอบอำนาจ คำให้การ หรือหนังสือยินยอม โดยผู้ลงนามต้องลงนามต่อหน้าทนาย |
| รับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล | ใช้เมื่อหน่วยงานต่างประเทศต้องการการยืนยันลายมือชื่อและตราประทับของหน่วยราชการไทยหรือของคำแปล |
| รับรองที่คณะผู้แทนของประเทศปลายทาง | ใช้เมื่อประเทศปลายทางกำหนดให้สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลของตนในประเทศไทยรับรองซ้ำหลังผ่านกรมการกงสุล |
| สถานะ Apostille ของประเทศไทย | ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก่อนวันดังกล่าวยังไม่มีการออก Apostille ในประเทศไทย |
หากคุณกำลังจัดการเรื่อง “การยื่นขอวีซ่าอเมริกา (US Visa) จำเป็นต้องแปลเอกสารราชการไทย (เช่น ทะเบียนบ้าน สูติบัตร) เป็นภาษาอังกฤษหรือไม่?” ให้เริ่มจากการยืนยันข้อกำหนดของหน่วยงานผู้รับเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วจึงวางลำดับขั้นตอนการรับรองย้อนกลับจากวันกำหนดยื่นจริง