

เอกสารต่างประเทศที่ประทับตรา Apostille มาแล้ว ต้องการนำมาแปลและใช้ในไทย ต้องผ่านกงสุลไทยอีกไหม — ผู้แปลต้องลงลายมือชื่อรับรองว่าคำแปลถูกต้องตรงกับต้นฉบับ จากนั้นหากนำไปใช้ในต่างประเทศจึงยื่นขอรับรองนิติกรณ์ตามระเบียบของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ นักแปล NAATI ระบุหมายเลข practitioner และวันหมดอายุการรับรองไว้บนตราประทับทุกฉบับ ซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้จากทะเบียนสาธารณะของ NAATI งานแปลที่จะยื่นต่อหน่วยงานไทยที่ต้องผ่านนิติกรณ์ ต้องใช้คู่ภาษาไทย–อังกฤษ และให้กรมการกงสุลรับรองคำแปลตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศ เอกสารทะเบียนราษฎรที่จะแปลควรเป็นฉบับคัดรับรองใหม่จากสำนักทะเบียน เพราะหลายหน่วยงานปลายทางกำหนดอายุเอกสารต้นฉบับไม่เกิน 3–6 เดือน เอกสารบริษัทต้องเป็นฉบับคัดรับรองจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ออกใหม่ พร้อมตราประทับตามที่จดทะเบียนไว้ หากมีกำหนดเดินทางหรือกำหนดยื่นต่อศาล ควรเริ่มกระบวนการล่วงหน้าเพื่อเผื่อขั้นตอนที่ต้องส่งต่อระหว่างหน่วยงาน คำพิพากษาหรือคำสั่งศาลที่นำไปใช้ต่างประเทศต้องขอฉบับคัดรับรองจากศาลที่มีคำพิพากษานั้น ค่าธรรมเนียมของหน่วยงานราชการอาจมีการปรับปรุงตามกฎกระทรวง จึงต้องยืนยันอัตราปัจจุบัน ณ วันยื่น เราให้คำปรึกษาเบื้องต้นเพื่อยืนยันว่าเส้นทางเอกสารที่เลือกตรงกับข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทางจริง ก่อนเสนอราคาและกำหนดเวลาที่ประเมินได้
หัวข้อ “เอกสารต่างประเทศที่ประทับตรา Apostille มาแล้ว ต้องการนำมาแปลและใช้ในไทย ต้องผ่านกงสุลไทยอีกไหม?” อยู่ในขอบเขตของบริการครบวงจรที่รวมการจัดเตรียมเอกสาร แปล รับรองลายมือชื่อ รับรองนิติกรณ์ และประสานงานกับคณะผู้แทนปลายทางไว้ในชุดเดียว ผู้ที่มักค้นหาเรื่องนี้ ได้แก่ ผู้ที่กำลังเตรียมยื่นคำร้องตามกำหนดเวลาที่แน่นอน ผู้ที่เคยถูกปฏิเสธเอกสารมาก่อนและต้องการทราบว่าพลาดขั้นตอนใด และฝ่ายบุคคลหรือผู้ประสานงานที่ต้องจัดเอกสารให้คนหลายคนพร้อมกัน
ในทางปฏิบัติ แต่ละขั้นตอนอยู่ภายใต้หน่วยงานคนละแห่ง ได้แก่ หน่วยงานผู้ออกเอกสาร ทนายผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อ กรมการกงสุล และคณะผู้แทนทางการทูตของประเทศปลายทาง การรู้ว่าหน่วยงานใดรับผิดชอบขั้นตอนใด ช่วยให้ประเมินได้ว่าเอกสารชุดหนึ่งต้องผ่านกี่ขั้น และขั้นใดที่ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ได้โดยไม่เริ่มใหม่
รายการนี้เป็นชุดตั้งต้น หน่วยงานผู้รับแต่ละแห่งอาจกำหนดเพิ่มเติม จึงควรยืนยันกับหน่วยงานปลายทางก่อนเสมอ
ระบุว่าเอกสารแต่ละฉบับต้องผ่านกี่ขั้น ใครเป็นผู้รับรอง และขั้นใดต้องเสร็จก่อน เพื่อไม่ให้เกิดการทำงานย้อนกลับ
ตรวจชื่อบุคคล ชื่อบริษัท ที่อยู่ และวันที่ ให้ตรงกันทั้งชุด ก่อนส่งเข้าสู่ขั้นตอนรับรอง
ต้นฉบับ → คำแปล → รับรองลายมือชื่อ/นิติกรณ์ → คณะผู้แทนปลายทาง การสลับลำดับทำให้ต้องเริ่มใหม่
ตรวจจำนวนชุด ตราประทับ การเย็บเล่ม และวันที่ออกเอกสารว่ายังอยู่ในอายุที่ปลายทางยอมรับ
| รูปแบบ | ใช้เมื่อใด |
|---|---|
| รับรองลายมือชื่อโดยทนายผู้ทำคำรับรอง | ใช้กับเอกสารที่คู่กรณีจัดทำเอง เช่น หนังสือมอบอำนาจ คำให้การ หรือหนังสือยินยอม โดยผู้ลงนามต้องลงนามต่อหน้าทนาย |
| รับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล | ใช้เมื่อหน่วยงานต่างประเทศต้องการการยืนยันลายมือชื่อและตราประทับของหน่วยราชการไทยหรือของคำแปล |
| รับรองที่คณะผู้แทนของประเทศปลายทาง | ใช้เมื่อประเทศปลายทางกำหนดให้สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลของตนในประเทศไทยรับรองซ้ำหลังผ่านกรมการกงสุล |
| สถานะ Apostille ของประเทศไทย | ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลบังคับใช้กับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก่อนวันดังกล่าวยังไม่มีการออก Apostille ในประเทศไทย |
หากคุณกำลังจัดการเรื่อง “เอกสารต่างประเทศที่ประทับตรา Apostille มาแล้ว ต้องการนำมาแปลและใช้ในไทย ต้องผ่านกงสุลไทยอีกไหม?” ให้เริ่มจากการยืนยันข้อกำหนดของหน่วยงานผู้รับเป็นลายลักษณ์อักษร แล้วจึงวางลำดับขั้นตอนการรับรองย้อนกลับจากวันกำหนดยื่นจริง