

เอกสารออกจากญี่ปุ่น จะนำมาใช้ในไทยต้องรับรองที่ไหนก่อน? — เอกสารที่ออกจากต่างประเทศต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานของประเทศต้นทางก่อน แล้วจึงรับรองโดยสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ไทยในประเทศนั้น ก่อนนำมาแปลเป็นภาษาไทยและยื่นนิติกรณ์ที่กรมการกงสุล ญี่ปุ่นเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille (HCCH) เช่นเดียวกับไทยซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 เอกสารไทยที่ได้ตรา Apostille จากกรมการกงสุลจึงใช้ได้โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตญี่ปุ่นอีกชั้น เว้นแต่หน่วยงานผู้รับกำหนดเป็นอย่างอื่น Thai Notary Law จัดเตรียมเอกสาร แปล ยื่น และติดตามผลให้ครบขั้นตอน โดยผลการรับรองเป็นดุลพินิจของหน่วยงานราชการ
ค่าธรรมเนียมราชการของกรมการกงสุลคิดต่อฉบับตามอัตราที่ประกาศบน consular.go.th ซึ่งแยกจากค่าแปลและค่าดำเนินการ เอกสารต้องเป็นต้นฉบับหรือสำเนาที่หน่วยงานผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้อง และคำแปลต้องสะกดชื่อ-สกุลตรงกับหนังสือเดินทางเสมอ
| ผู้พิจารณา | กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ |
|---|---|
| ทิศทางเอกสาร | เอกสารต่างประเทศ → ใช้ในไทย |
| สิ่งที่รับรอง | ลายมือชื่อและตราประทับของเจ้าหน้าที่ผู้ออกเอกสาร และความถูกต้องของคำแปล ไม่ใช่ความจริงของเนื้อหา |
| คำแปล | จำเป็น และต้องตรงกับต้นฉบับทุกบรรทัด รวมตราประทับและข้อความด้านหลัง |
| Apostille | ใช้ได้กับประเทศปลายทางที่รับรูปแบบนี้ หากไม่รับต้องเดินเส้นทางรับรองแบบลูกโซ่ |
| ค่าธรรมเนียมราชการ | คิดต่อฉบับตามอัตราที่กรมการกงสุลประกาศ — ตรวจสอบล่าสุดที่ consular.go.th |
| ระยะเวลา | ผันแปรตามช่องทางที่เลือกและปริมาณงาน — ยืนยันเมื่อยื่นคำร้อง ไม่รวมช่วงที่มีผู้ยื่นหนาแน่น |
เอกสารที่ออกโดยหน่วยงานต่างประเทศจะใช้ในไทยได้ ต่อเมื่อผ่านการรับรองจากประเทศต้นทางก่อน (Apostille สำหรับประเทศภาคี หรือกระทรวงการต่างประเทศของประเทศนั้นสำหรับกรณีอื่น) จากนั้นจึงแปลเป็นภาษาไทยและยื่นรับรองคำแปลที่กรมการกงสุล การข้ามขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งมักทำให้หน่วยงานไทยปลายทางปฏิเสธเอกสาร
แหล่งอ้างอิง: กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ (consular.go.th)
ขึ้นอยู่กับหน่วยงานผู้ออกเอกสารและหน่วยงานปลายทาง บางกรณีต้องมีคำแปลภาษาไทยหรือคำถอดความที่รับรองแล้วประกอบ แม้ตัวเอกสารจะเป็นภาษาอังกฤษ
ไม่มีผู้ให้บริการรายใดแทรกแซงคิวหรือผลการพิจารณาของหน่วยงานราชการได้ สิ่งที่ตัวแทนช่วยได้คือจัดทำคำแปลให้ตรงตามเกณฑ์ตั้งแต่ครั้งแรก จึงลดรอบการถูกส่งกลับมาแก้ไข ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เสียเวลาเพิ่ม
ใช้ได้เฉพาะเมื่อประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญาและยอมรับรูปแบบนี้กับเอกสารประเภทนั้น หากปลายทางไม่ใช่ภาคี ยังต้องเดินเส้นทางเดิม คือรับรองที่กรมการกงสุลแล้วรับรองต่อที่สถานทูตของประเทศนั้น
ใช้ได้เฉพาะสำเนาที่หน่วยงานผู้ออกเอกสารรับรองสำเนาถูกต้องเท่านั้น สำเนาที่ถ่ายเอกสารเองจะไม่ได้รับการรับที่เคาน์เตอร์
ตัวตรารับรองไม่มีวันหมดอายุ แต่หน่วยงานปลายทางหลายแห่งกำหนดให้เอกสารทะเบียนราษฎรที่ใช้ต้องคัดใหม่ไม่เกิน 3–6 เดือน ควรตรวจสอบเงื่อนไขของปลายทางก่อนยื่น
ข้อมูล ณ 2026-08-05 · ข้อกำหนดแตกต่างกันตามหน่วยงานผู้รับ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานปลายทางก่อนดำเนินการทุกครั้ง