กิจการร่วมค้าในไทยทำได้สองรูปแบบหลัก คือ JV แบบสัญญา (Contractual JV) ที่คู่สัญญาร่วมทำงานโดยไม่ตั้งนิติบุคคลใหม่ และ JV แบบตั้งบริษัท (Incorporated JV) ที่ผู้ร่วมทุนถือหุ้นในบริษัทจำกัดร่วมกัน ประมวลรัษฎากรถือว่ากิจการร่วมค้าที่ประกอบด้วยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเป็นหน่วยภาษีแยก ต้องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในนามกิจการร่วมค้า
ตรวจทานข้อมูลล่าสุด: 2026-10-10 · ข้อมูลนี้เป็นภาพรวมทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี
กิจการร่วมค้ามีกี่รูปแบบ
คำว่า Joint Venture ในทางปฏิบัติของไทยหมายถึงสองสิ่งที่แตกต่างกันมาก รูปแบบแรกคือกิจการร่วมค้าแบบสัญญา ซึ่งผู้ร่วมทุนตั้งแต่สองรายขึ้นไปตกลงร่วมกันทำโครงการเฉพาะ เช่น งานก่อสร้างหรืองานประมูลภาครัฐ โดยไม่ได้จดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ ความสัมพันธ์ทั้งหมดกำหนดในสัญญากิจการร่วมค้า
รูปแบบที่สองคือกิจการร่วมค้าแบบตั้งบริษัท ซึ่งผู้ร่วมทุนจดทะเบียนบริษัทจำกัดขึ้นใหม่แล้วถือหุ้นร่วมกันตามสัดส่วนที่ตกลง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ร่วมทุนกำหนดในสัญญาผู้ถือหุ้น (Shareholders' Agreement) ควบคู่กับข้อบังคับของบริษัท รูปแบบนี้เหมาะกับความร่วมมือระยะยาวที่ต้องการแยกความรับผิดออกจากบริษัทแม่
การเลือกรูปแบบผิดตั้งแต่ต้นมักนำไปสู่ปัญหาภาษี ปัญหาการถือทรัพย์สิน และข้อพิพาทเรื่องอำนาจตัดสินใจ จึงควรพิจารณาระยะเวลาโครงการ ความเสี่ยง และสัดส่วนหุ้นต่างชาติก่อนลงนาม
เปรียบเทียบ JV แบบสัญญากับ JV แบบตั้งบริษัท
| ประเด็น | JV แบบสัญญา | JV แบบตั้งบริษัท |
|---|---|---|
| การจดทะเบียน | ไม่ตั้งนิติบุคคลใหม่ (แต่ต้องขอเลขผู้เสียภาษีในบางกรณี) | จดทะเบียนบริษัทจำกัดใหม่ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า |
| ความรับผิด | ผู้ร่วมทุนมักรับผิดร่วมกันต่อบุคคลภายนอก | จำกัดตามมูลค่าหุ้นของบริษัท JV |
| ระยะเวลาเหมาะสม | โครงการเฉพาะ มีวันสิ้นสุด | ความร่วมมือระยะยาว |
| เอกสารหลัก | สัญญากิจการร่วมค้า | สัญญาผู้ถือหุ้น และข้อบังคับบริษัท |
| การถือทรัพย์สิน | ผู้ร่วมทุนแต่ละรายถือแยก | บริษัท JV ถือในนามตนเอง |
สถานะภาษีของกิจการร่วมค้า
ประมวลรัษฎากรกำหนดให้ "กิจการร่วมค้า" ซึ่งหมายถึงกิจการที่ดำเนินการร่วมกันเป็นการค้าหรือหากำไรระหว่างบริษัทกับบริษัท บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลด้วยกัน รวมถึงกรณีที่มีบุคคลธรรมดาหรือคณะบุคคลร่วมด้วย เป็นหน่วยภาษีเงินได้นิติบุคคลแยกต่างหาก แม้ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายแพ่ง
ผลในทางปฏิบัติคือ JV แบบสัญญาที่เข้าข่ายต้องขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีในนามกิจการร่วมค้า จัดทำบัญชี ยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคล และพิจารณาภาษีมูลค่าเพิ่มหากรายรับถึงเกณฑ์ ในขณะที่ "กลุ่มคู่สัญญา" (Consortium) ซึ่งแบ่งงานและรายได้แยกกันชัดเจนตามสัญญา อาจไม่ถือเป็นกิจการร่วมค้าทางภาษี การจัดโครงสร้างสัญญาให้สอดคล้องกับเจตนาจึงสำคัญมาก ควรขอความเห็นจากกรมสรรพากรหรือผู้เชี่ยวชาญภาษีในกรณีที่ไม่ชัดเจน
ข้อสัญญาที่ควรมีในสัญญากิจการร่วมค้า
ไม่ว่าจะเลือกรูปแบบใด สัญญาที่ดีต้องตอบคำถามที่ผู้ร่วมทุนมักหลีกเลี่ยงในช่วงเริ่มต้น เพราะเป็นเรื่องที่พิสูจน์ความสำคัญเมื่อเกิดความขัดแย้ง รายการต่อไปนี้เป็นข้อสัญญาขั้นพื้นฐานที่ควรพิจารณา
- สัดส่วนการลงทุน การลงทุนเพิ่ม และผลของการไม่ลงทุนตามนัด
- โครงสร้างการบริหาร สิทธิแต่งตั้งกรรมการ และเรื่องที่ต้องได้มติเป็นเอกฉันท์ (Reserved Matters)
- การแบ่งกำไร ขาดทุน และนโยบายเงินปันผล
- การโอนหุ้น สิทธิซื้อก่อน (Pre-emption) สิทธิขายตาม (Tag-along) และสิทธิบังคับขาย (Drag-along)
- กลไกแก้ปัญหาทางตัน (Deadlock) และการออกจากกิจการ
- การห้ามแข่งขัน การรักษาความลับ และทรัพย์สินทางปัญญา
- กฎหมายที่ใช้บังคับและวิธีระงับข้อพิพาท เช่น อนุญาโตตุลาการ
ผู้ร่วมทุนต่างชาติ: ข้อควรระวังด้านหุ้นและเอกสาร
หากผู้ร่วมทุนต่างชาติถือหุ้นในบริษัท JV ตั้งแต่กึ่งหนึ่งของทุนขึ้นไป บริษัทนั้นจะมีสถานะเป็นคนต่างด้าวตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และต้องขอใบอนุญาตหากธุรกิจอยู่ในบัญชีท้ายกฎหมาย หลายโครงการจึงใช้สัดส่วนไทยถือหุ้นข้างมาก แต่ต้องระวังไม่ให้กลายเป็นการถือหุ้นแทน (Nominee) ซึ่งมีโทษทางอาญาทั้งผู้ถือแทนและผู้ให้ถือแทน
เอกสารของผู้ร่วมทุนต่างชาติ เช่น หนังสือรับรองบริษัท มติคณะกรรมการอนุมัติการร่วมทุน และหนังสือมอบอำนาจ ต้องผ่านการรับรองลายมือชื่อ แปลเป็นภาษาไทย และรับรองนิติกรณ์ก่อนยื่นต่อหน่วยงานไทย ข้อควรทราบคือ ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการยกเว้นการรับรองเอกสารมหาชนต่างประเทศ (Apostille) เมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญามีผลใช้บังคับกับไทยวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก่อนวันดังกล่าว เอกสารยังต้องใช้การรับรองนิติกรณ์ตามขั้นตอนเดิม
ลำดับงานที่แนะนำ
1. ตรวจสอบคู่ร่วมทุน
ตรวจสถานะนิติบุคคล ผู้มีอำนาจลงนาม และประวัติคดีของคู่ร่วมทุนก่อนเจรจาเงื่อนไข
2. ลงนามบันทึกความเข้าใจ
ทำ MOU หรือ Term Sheet กำหนดหลักการสำคัญและข้อรักษาความลับ ก่อนลงทุนเวลาในการร่างสัญญาฉบับเต็ม
3. วิเคราะห์โครงสร้างกฎหมายและภาษี
เลือกรูปแบบ JV ตรวจข้อจำกัดหุ้นต่างชาติ และผลทางภาษีของแต่ละทางเลือก
4. ร่างและลงนามสัญญา
จัดทำสัญญากิจการร่วมค้าหรือสัญญาผู้ถือหุ้นพร้อมข้อบังคับบริษัทให้สอดคล้องกัน
5. จดทะเบียนและขอเลขภาษี
จดทะเบียนบริษัท JV หรือขอเลขผู้เสียภาษีในนามกิจการร่วมค้า แล้ววางระบบบัญชี
การกำกับดูแลและการตัดสินใจในร่วมค้า
หัวใจของร่วมค้าที่ประสบความสำเร็จคือการออกแบบโครงสร้างการตัดสินใจที่ชัดเจน ตั้งแต่อำนาจของคณะกรรมการ เรื่องที่ต้องใช้เสียงพิเศษ (Reserved Matters) ไปจนถึงกลไกแก้กรณีเสียงคว่ำ (Deadlock) สัญญาร่วมค้าที่ดีกำหนดเรื่องเหล่านี้ไว้ล่วงหน้า ไม่ปล่อยให้ต้องเจรจาเมื่อเกิดข้อขัดแย้งแล้ว
สำหรับร่วมค้าแบบนิติบุคคล ต้องกำหนดสัดส่วนกรรมการ อำนาจลงนามผูกพัน และนโยบายการโอนหุ้น เช่น สิทธิซื้อก่อน (Right of First Refusal) และเงื่อนไขการออกจากการลงทุน (Exit Mechanism) เงื่อนไขเหล่านี้ช่วยป้องกันปัญหาเมื่อคู่ร่วมค้าฝ่ายหนึ่งต้องการขายหุ้นหรือถอนตัว
การระงับข้อพิพาทระหว่างคู่ร่วมค้า
ข้อพิพาทในร่วมค้ามักเกิดจากการแบ่งผลกำไร การบริหารที่ไม่โปร่งใส หรือการตีความขอบเขตงานต่างกัน สัญญาร่วมค้าควรกำหนดขั้นตอนการระงับข้อพิพาทเป็นชั้น ๆ เริ่มจากการเจรจาระดับผู้บริหาร ตามด้วยการไกล่เกลี่ย และสุดท้ายการอนุญาโตตุลาการหรือศาลตามที่ตกลง
ร่วมค้าที่มีฝ่ายต่างชาติมักเลือกอนุญาโตตุลาการตามกฎของสถาบันที่รู้จัก เช่น สถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานคณะกรรมการกลางข้อพิพาทระหว่างประเทศ (THAC) หรือ ICC เพราะคำตัดสินบังคับใช้ได้ในหลายประเทศตามอนุสัญญานิวยอร์ก การเลือกกฎหมายที่ใช้บังคับและสถานที่อนุญาโตตุลาการตั้งแต่ร่างสัญญาจึงเป็นเรื่องสำคัญ
การถอนตัวและการยุติร่วมค้า
สัญญาร่วมค้าที่ดีต้องกำหนดกลไกการถอนตัวไว้ล่วงหน้า เช่น สิทธิซื้อขายหุ้นระหว่างกัน (Call/Put Option) เงื่อนไขการขายหุ้นให้บุคคลภายนอก และวิธีประเมินมูลค่าหุ้นเมื่อฝ่ายหนึ่งต้องการออก การไม่มีกลไกเหล่านี้ทำให้การแยกทางกลายเป็นข้อพิพาทยืดเยื้อ
การยุติร่วมค้าอาจเกิดจากครบกำหนดตามสัญญา การบรรลุวัตถุประสงค์ หรือการผิดสัญญาของอีกฝ่าย แต่ละกรณีมีผลต่างกันทั้งด้านภาษี ทรัพย์สินทางปัญญา และสิทธิในลูกค้าเดิม ควรวางแผนตั้งแต่ตอนร่างสัญญา
คำถามที่พบบ่อย
JV แบบสัญญาต้องเสียภาษีแยกหรือไม่
ถ้าเข้านิยามกิจการร่วมค้าตามประมวลรัษฎากร คือร่วมกันประกอบการค้าหรือหากำไรระหว่างนิติบุคคล ต้องขอเลขผู้เสียภาษีและเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในนามกิจการร่วมค้า
Consortium ต่างจาก Joint Venture อย่างไร
Consortium คือกลุ่มคู่สัญญาที่แบ่งงานและรายได้แยกกันชัดเจน แต่ละรายรับผิดชอบงานของตน จึงอาจไม่ถือเป็นหน่วยภาษีแยก ส่วน JV ร่วมกันประกอบการและแบ่งกำไรร่วมกัน
ต่างชาติถือหุ้นใน JV ได้เท่าไร
ถือได้ แต่ถ้าถือตั้งแต่กึ่งหนึ่งขึ้นไป บริษัทจะเป็นคนต่างด้าวตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว และอาจต้องขอใบอนุญาต ห้ามใช้การถือหุ้นแทนเพื่อเลี่ยงกฎหมาย
ควรใช้อนุญาโตตุลาการระงับข้อพิพาท JV หรือไม่
เป็นทางเลือกที่นิยมสำหรับ JV ที่มีคู่สัญญาต่างชาติ เพราะเป็นความลับและบังคับคำชี้ขาดได้ในหลายประเทศ แต่ควรกำหนดสถาบัน สถานที่ และภาษาให้ชัดเจน
เอกสารบริษัทต่างประเทศใช้ Apostille ได้แล้วหรือยัง
ไทยเข้าเป็นภาคีเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญามีผลกับไทยวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก่อนวันดังกล่าวต้องใช้การรับรองนิติกรณ์ตามขั้นตอนเดิม
แหล่งอ้างอิงทางการ
บริการที่เกี่ยวข้อง
เริ่มจากส่งข้อมูลเบื้องต้น
แจ้งรายละเอียดกรณีของคุณและสิ่งที่ต้องการให้ทีมตรวจ เราจะแจ้งรายการเอกสารและขั้นตอนที่เกี่ยวข้องกับกรณีของคุณ
ติดต่อทีมงาน
