พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
กำหนดฐานการประมวลผล สิทธิของเจ้าของข้อมูล หน้าที่ผู้ควบคุมข้อมูล และการแจ้งเหตุละเมิดข้อมูล
ภาคกลาง — กรุงเทพมหานคร
วางระบบคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์รวมของศาล หน่วยงานราชการส่วนกลาง สถานทูต และสำนักงานใหญ่ของบริษัทส่วนใหญ่ในประเทศ เรื่องทางกฎหมายที่เกิดขึ้นในกรุงเทพจึงมักเกี่ยวพันกับหลายหน่วยงานพร้อมกัน เช่น ศาลที่มีเขตอำนาจตามพื้นที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดินสาขาเขต สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และกรมการกงสุล การวางลำดับขั้นตอนให้ถูกตั้งแต่ต้นจึงช่วยลดเวลาได้มากกว่าการแก้ทีหลัง
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 กำหนดหน้าที่ให้ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลต้องมีฐานทางกฎหมายในการเก็บรวบรวม ใช้ และเปิดเผยข้อมูล มีการแจ้งวัตถุประสงค์ จัดทำบันทึกรายการกิจกรรม และมีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม เราช่วยองค์กรแปลงข้อกำหนดเหล่านี้เป็นเอกสารและกระบวนการที่ใช้งานได้จริง ตั้งแต่นโยบายความเป็นส่วนตัว สัญญากับผู้ประมวลผล ไปจนถึงขั้นตอนรับคำร้องจากเจ้าของข้อมูล
ควรตรวจเขตอำนาจและเงื่อนไขการยื่นเป็นรายเรื่อง เพราะแนวปฏิบัติและเอกสารแนบของแต่ละสำนักงานต่างกัน
| ศาล / หน่วยงาน | ขอบเขตงาน |
|---|---|
| ศาลแพ่ง ศาลอาญา และศาลแขวงในเขตกรุงเทพมหานคร | พิจารณาคดีแพ่งและอาญาตามเขตอำนาจในพื้นที่กรุงเทพ |
| ศาลแรงงานกลาง | คดีเลิกจ้าง ค่าชดเชย และข้อพิพาทตามสัญญาจ้าง |
| ศาลปกครองกลาง | คดีโต้แย้งคำสั่งและการกระทำของหน่วยงานรัฐ |
| ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง | คดีเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และการค้าระหว่างประเทศ |
| ศาลล้มละลายกลาง | คดีล้มละลายและการฟื้นฟูกิจการ |
| กรมบังคับคดี | ยึด อายัด ขายทอดตลาด และการไกล่เกลี่ยชั้นบังคับคดี |
| กรมพัฒนาธุรกิจการค้า | จดทะเบียนนิติบุคคลและการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน |
| กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ | รับรองเอกสารเพื่อใช้ในต่างประเทศ |
| สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง | วีซ่า การขออยู่ต่อ และการแจ้งที่พักอาศัย |
การจัดทำแผนผังกระแสข้อมูลและชุดเอกสารพื้นฐานสำหรับองค์กรขนาดเล็กถึงกลางมักใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ขึ้นกับจำนวนแผนกและระบบที่เกี่ยวข้อง ส่วนการวางระบบสำหรับองค์กรที่มีข้อมูลอ่อนไหวหรือมีการส่งข้อมูลข้ามประเทศจะใช้เวลามากกว่า
ระยะเวลาเป็นการประมาณการ ขึ้นกับคิวนัดของศาลและหน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
สรุปเพื่อความเข้าใจทั่วไปเท่านั้น การปรับใช้แต่ละบทบัญญัติขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละเรื่อง
กำหนดฐานการประมวลผล สิทธิของเจ้าของข้อมูล หน้าที่ผู้ควบคุมข้อมูล และการแจ้งเหตุละเมิดข้อมูล
กำหนดรายละเอียดเชิงปฏิบัติ เช่น มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยและบันทึกรายการประมวลผล
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นกรณีสมมุติที่สร้างขึ้นเพื่ออธิบายขั้นตอน ไม่ใช่คดีของลูกความ และไม่ได้แสดงหรือรับประกันผลใด ๆ
สถานการณ์: ลูกค้าใช้สิทธิขอให้ลบข้อมูล แต่บริษัทยังมีหน้าที่เก็บเอกสารตามกฎหมายบัญชีและภาษี
แนวทางที่ใช้ตามปกติ: ต้องแยกข้อมูลที่มีหน้าที่ตามกฎหมายออกจากข้อมูลการตลาด แล้วตอบกลับเป็นลายลักษณ์อักษรโดยอธิบายฐานที่ยังต้องเก็บและระยะเวลาเก็บ (กรณีสมมุติ)

ขึ้นอยู่กับประเภทคดีและเขตอำนาจ คดีแพ่งทั่วไปและคดีอาญาแยกศาลกัน ส่วนคดีแรงงาน คดีปกครอง คดีทรัพย์สินทางปัญญา และคดีล้มละลาย มีศาลชำนัญพิเศษของตนเอง เราจะตรวจเขตอำนาจจากภูมิลำเนาของคู่ความและสถานที่เกิดเหตุก่อนยื่นฟ้องทุกครั้ง
ไม่จำเป็นทุกนัด หลายขั้นตอนทนายความดำเนินการแทนได้เมื่อมีใบแต่งทนายและหนังสือมอบอำนาจที่ถูกต้อง แต่บางนัด เช่น วันสืบพยานที่ต้องเบิกความเอง คู่ความต้องมาด้วยตนเอง เราจะแจ้งล่วงหน้าว่านัดใดจำเป็น
ต้องเริ่มจากข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทางเสมอ เพราะเป็นตัวกำหนดว่าต้องรับรองลายมือชื่อ แปลเอกสาร หรือผ่านกรมการกงสุลและสถานทูตในลำดับใด สำหรับประเทศไทย อนุสัญญา Apostille จะมีผลใช้บังคับในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก่อนหน้านั้นยังใช้การรับรองโดยกรมการกงสุลและสถานทูตตามเดิม
กฎหมายใช้กับผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้ยกเว้นตามขนาดธุรกิจ แต่ความเข้มข้นของมาตรการที่เหมาะสมย่อมสอดคล้องกับความเสี่ยงและปริมาณข้อมูลที่จัดเก็บ
ขึ้นกับลักษณะกิจกรรมขององค์กรตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การประมวลผลข้อมูลจำนวนมากที่ต้องติดตามพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ หรือการประมวลผลข้อมูลอ่อนไหว เราจะประเมินให้เป็นรายองค์กร
เก็บได้เมื่อมีฐานทางกฎหมายรองรับและเก็บเท่าที่จำเป็นต่อวัตถุประสงค์ พร้อมแจ้งวัตถุประสงค์และกำหนดระยะเวลาเก็บรักษาที่ชัดเจน การเก็บไว้โดยไม่มีเหตุผลรองรับคือความเสี่ยงที่พบบ่อย
เล่าข้อเท็จจริงให้เราฟัง แล้วเราจะอธิบายว่าต้องยื่นที่หน่วยงานใด ใช้เอกสารอะไร และกรอบเวลาตามความเป็นจริง